ขึ้นต้น 110 = คนกรุงเทพแท้? เลขบัตรประชาชนบอกอะไร และไม่บอกอะไร
เลขบัตรประชาชนขึ้นต้น 110 ไม่ได้แปลว่าเป็น “คนกรุงเทพแท้” เลข 1 บอกว่าได้เลขตอนแจ้งเกิดภายในกำหนด (ตั้งแต่ปี 2527) และ 10 คือรหัสกรุงเทพมหานครของสำนักทะเบียนที่ออกเลขให้ ซึ่งสำหรับเด็กเกิดใหม่มักเป็นที่ที่รับแจ้งเกิด เลขนี้ไม่ได้บอกที่อยู่ปัจจุบัน และคนกรุงเทพฯ ที่เกิดก่อนระบบเลขประจำตัวเริ่มใช้ส่วนใหญ่ขึ้นต้นด้วย 3 ไม่ใช่ 1
ช่วงเดือนกันยายน 2569 มีกระแส “กรุงเทพ Native” ให้คนอวดว่าเลขบัตรขึ้นต้นด้วย 110 บทความนี้อธิบายว่าเลข 13 หลักบอกอะไรได้จริงตามคำอธิบายของกรมการปกครอง อะไรที่เลขบอกไม่ได้ และวิธีคำนวณหลักสุดท้ายด้วยมือ
เลข 13 หลักแบ่งเป็น 5 ส่วน
กรมการปกครองอธิบายว่าแต่ละคนมีเลขประจำตัวประชาชนไม่ซ้ำกัน และได้เลขนี้ครั้งเดียว ไม่เปลี่ยนตลอดชีวิต ถ้าเขียนแยกกลุ่มจะเป็น X-XXXX-XXXXX-XX-X
| หลัก | ความหมาย |
|---|---|
| 1 | ประเภทบุคคลตอนที่ได้รับเลข |
| 2–3 | จังหวัดของสำนักทะเบียนที่ออกเลข |
| 4–5 | อำเภอ เขต หรือเทศบาลของสำนักทะเบียนที่ออกเลข |
| 6–10 | กลุ่มที่ของบุคคลในประเภทนั้น หรือเล่มที่ของสูติบัตร |
| 11–12 | ลำดับที่ในกลุ่ม หรือใบที่ของสูติบัตรในเล่ม |
| 13 | ตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของ 12 หลักแรก |
ในเลขไม่มีวันเกิด อาชีพ หรือที่อยู่ปัจจุบัน (หลักแรกบอกได้อย่างมากว่าได้เลขตอนแจ้งเกิดตั้งแต่ปี 2527 หรือไม่)
110 แปลว่าอะไร
แยกได้เป็นสองส่วน
- 1 คือประเภทที่ 1: คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และแจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
- 10 คือรหัสจังหวัดกรุงเทพมหานคร ของสำนักทะเบียนที่ออกเลข
กรมการปกครองเขียนว่าหลัก 2–5 คือ “รหัสของสำนักทะเบียนที่ท่านมีชื่อในทะเบียนบ้านในขณะให้เลข” และสำหรับเด็กเกิดใหม่หมายถึงถิ่นที่เกิด ซึ่งควรอ่านว่าเป็นสำนักทะเบียนที่รับแจ้งเกิด ไม่ใช่สถานที่เกิดจริงเสมอไป
ดังนั้น 110 จึงบอกได้แค่ว่า “ได้เลขตอนแจ้งเกิดทันกำหนด ที่สำนักทะเบียนในกรุงเทพฯ” ไม่ได้บอกว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ย้ายทะเบียนบ้านไปกี่ครั้ง หรือครอบครัวอยู่กรุงเทพฯ มากี่รุ่น เพราะเลขไม่เปลี่ยนเมื่อย้ายบ้าน
ไม่ขึ้นต้น 110 ก็เป็นคนกรุงเทพฯ ได้
ประเภทที่ 1 ใช้กับคนที่แจ้งเกิดตั้งแต่ปี 2527 คนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอยู่แล้วตอนเริ่มให้เลข (1 ม.ค. – 31 พ.ค. 2527) ได้ประเภทที่ 3 กรมการปกครองบอกเองว่าคนส่วนใหญ่ได้เลข 3 คนที่เกิดและโตในกรุงเทพฯ ก่อนปี 2527 จึงมักมีเลขขึ้นต้นด้วย 310 ไม่ใช่ 110
ยังมีกรณีอื่นที่เกิดในกรุงเทพฯ แต่ไม่ขึ้นต้น 110 เช่น
- แจ้งเกิดเกินกำหนด จะได้ประเภทที่ 2 (ขึ้นต้น 210)
- ไปแจ้งเกิดที่สำนักทะเบียนในจังหวัดอื่น รหัสหลัก 2–3 ก็จะเป็นของจังหวัดนั้น
กลับกัน คนที่ขึ้นต้น 110 ก็อาจย้ายไปอยู่จังหวัดอื่นตั้งแต่เด็ก เลขก็ยังเป็น 110 เหมือนเดิม
หลักแรกบอกประเภทบุคคล (ขึ้นต้นด้วย 1, 3, 5, 8, 0)
เลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วย 3 หรือเลขอื่น ๆ หมายถึงอะไร อินโฟกราฟิกของกรมการปกครองแบ่งไว้ 8 ประเภท
- คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย แจ้งเกิดภายในกำหนด (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2527)
- คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย แจ้งเกิดเกินกำหนด (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2527)
- คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ซึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านช่วงเริ่มให้เลข (1 ม.ค. – 31 พ.ค. 2527)
- คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ซึ่งย้ายเข้าทะเบียนบ้านช่วงเริ่มให้เลข แต่ยังไม่มีเลขในตอนนั้น
- คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านภายหลัง เช่น กรณีตกสำรวจ
- ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ชั่วคราว
- บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
- คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย และคนที่ได้สัญชาติไทยภายหลัง (แปลงสัญชาติหรือได้รับสัญชาติ)
นอกจากนี้ คู่มือประชาชนของกระทรวงมหาดไทยระบุว่าบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนมีเลขขึ้นต้นด้วย 0
ข้อที่ควรจำคือหลักแรกบอกประเภทตอนที่ได้รับเลขเท่านั้น ประเภท 3, 4 และ 8 มีทั้งคนไทยและคนต่างด้าว และเลขไม่เปลี่ยนแม้สถานะจะเปลี่ยนภายหลัง จึงใช้หลักแรกตัดสินไม่ได้ว่าปัจจุบันคนนั้นมีสัญชาติไทยหรือไม่
เลขบัตรบอกจังหวัดเกิดได้ไหม
เลขบัตรประชาชนบอกจังหวัดได้ แต่เป็นจังหวัดของสำนักทะเบียนที่ออกเลข ไม่ใช่จังหวัดเกิดเสมอไป และไม่ใช่ที่อยู่ปัจจุบัน
- คนที่ได้เลขตอนแจ้งเกิด (ประเภท 1 และ 2) กรมการปกครองบอกว่าหมายถึงถิ่นที่เกิด ซึ่งก็คือสำนักทะเบียนที่รับแจ้งเกิด
- คนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่แล้วตอนเริ่มให้เลขปี 2527 (ประเภท 3 และ 4 ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่) รหัสคือสำนักทะเบียนของทะเบียนบ้านในตอนนั้น ไม่ใช่ที่เกิด ใครเกิดเชียงใหม่แต่ปี 2527 มีชื่อในทะเบียนบ้านที่กรุงเทพฯ ก็จะได้รหัสกรุงเทพฯ
อีกเรื่องคือรหัสไม่เปลี่ยนตามการแบ่งเขตปกครองใหม่ ตัวอย่างคือจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งแยกออกมาจากหนองคาย รหัสบึงกาฬ (38) เริ่มปรากฏในข้อมูลสถิติของกรมการปกครองปี 2554 ก่อนหน้านั้นพื้นที่เดียวกันใช้รหัสหนองคาย (43) คนในพื้นที่บึงกาฬที่ได้เลขก่อนปี 2554 จึงมีรหัส 43 ตลอดไป เพราะเลขไม่เปลี่ยนเมื่อแยกจังหวัด
หลัก 4–5 บอกสำนักทะเบียนระดับอำเภอหรือท้องถิ่น จากตารางรหัสสำนักทะเบียนของกรมการปกครอง
- ต่ำกว่า 50 ส่วนใหญ่เป็นอำเภอ (01 คืออำเภอเมือง)
- 50 ขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นสำนักทะเบียนท้องถิ่น คือเทศบาล
- 99 คือเทศบาลนครหรือเทศบาลเมืองในตัวจังหวัด
- กรุงเทพฯ ใช้รหัสของแต่ละเขต เช่น 1001 คือเขตพระนคร
ตารางนี้มีข้อมูลตั้งแต่ปี 2536 รหัสที่ใช้ก่อนหน้านั้นหรือสำนักทะเบียนที่ยุบไปแล้วอาจหาไม่เจอ ถ้าเปิดตารางแล้วไม่พบรหัสของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าเลขผิด
ข้อมูลที่ไม่ตรงกับคำอธิบายของกรมการปกครอง
บทความเรื่องเลขบัตรประชาชนบางแห่งให้ข้อมูลต่างจากอินโฟกราฟิกของกรมการปกครอง จุดที่พบบ่อยคือ
- “มี 9 ประเภท” อินโฟกราฟิกของกรมการปกครองเขียนว่ามี 8 ประเภท (ตามรายการด้านบน) ส่วนกลุ่มที่ขึ้นต้นด้วย 0 มาจากคู่มือของกระทรวงมหาดไทยอีกฉบับ
- “หลักที่ 2 บอกภาค” กรมการปกครองเขียนว่าหลัก 2 และ 3 รวมกันหมายถึงจังหวัด ไม่ได้แยกหลักที่ 2 เป็นภาค
- “หลัก 2–3 คือจังหวัดที่เกิด” ตามคำอธิบายของกรมฯ คือจังหวัดของสำนักทะเบียนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านตอนได้เลข จะตรงกับถิ่นที่เกิดก็เฉพาะคนที่ได้เลขตอนแจ้งเกิด ส่วนคนที่ได้เลขตอนเริ่มระบบปี 2527 (ขึ้นต้น 3 หรือ 4) รหัสคือทะเบียนบ้านในตอนนั้น ไม่ใช่ที่เกิด
ถ้าเจอข้อมูลขัดกัน แนะนำให้ยึดเอกสารของกรมการปกครองเป็นหลัก (ลิงก์อยู่ท้ายบทความ)
หลักที่ 13 คำนวณยังไง
หลักสุดท้ายเป็นตัวเลขตรวจสอบ (check digit) ใช้จับเลขที่พิมพ์ผิด กรมการปกครองไม่ได้เผยแพร่สูตร แต่สูตรที่ใช้กันทั่วไปตรงกันหลายแหล่งคือ
- คูณหลักที่ 1–12 ด้วย 13, 12, 11 … 2 ตามลำดับ แล้วรวมผลคูณ
- หารผลรวมด้วย 11 เอาเศษ
- คำนวณ 11 − เศษ แล้วเก็บเฉพาะหลักหน่วย (เศษ 0 ได้ 1, เศษ 1 ได้ 0) ได้หลักที่ 13
ตัวอย่างนี้ใช้ 4-8547-01245-28-0 ซึ่งเป็นเลขที่กรมการปกครองเขียนกำกับในอินโฟกราฟิกว่า “เป็นเลขซึ่งสมมุติขึ้น”
| หลักที่ | เลข | คูณด้วย | ผลคูณ |
|---|---|---|---|
| 1 | 4 | 13 | 52 |
| 2 | 8 | 12 | 96 |
| 3 | 5 | 11 | 55 |
| 4 | 4 | 10 | 40 |
| 5 | 7 | 9 | 63 |
| 6 | 0 | 8 | 0 |
| 7 | 1 | 7 | 7 |
| 8 | 2 | 6 | 12 |
| 9 | 4 | 5 | 20 |
| 10 | 5 | 4 | 20 |
| 11 | 2 | 3 | 6 |
| 12 | 8 | 2 | 16 |
- ผลรวม = 52 + 96 + 55 + 40 + 63 + 0 + 7 + 12 + 20 + 20 + 6 + 16 = 387
- 387 ÷ 11 = 35 เศษ 2
- 11 − 2 = 9
หลักที่ 13 ที่ถูกต้องคือ 9 แต่เลขตัวอย่างเขียนไว้ 0 เลขสมมุติของกรมฯ จึงไม่ผ่านการตรวจ ซึ่งก็ดี เพราะแปลว่าไม่ใช่เลขที่ระบบออกให้ใครได้
ข้อควรรู้: เลขที่ผ่านการตรวจแปลว่าไม่น่าพิมพ์ผิด ไม่ได้แปลว่ามีบัตรเลขนี้อยู่จริงหรือเป็นของคนจริง
คำถามที่พบบ่อย
เลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วย 3 หมายถึงอะไร? เป็นประเภทที่ 3 คือคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้วตอนเริ่มให้เลข (1 ม.ค. – 31 พ.ค. 2527) มีทั้งคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว คนที่เกิดก่อนปี 2527 ส่วนใหญ่จึงขึ้นต้นด้วย 3
เลขบัตรบอกอายุหรือวันเกิดได้ไหม? ไม่ได้ เลข 13 หลักไม่มีวันเกิด บอกได้อย่างมากว่าคนประเภท 1 และ 2 ได้เลขตอนแจ้งเกิดตั้งแต่ปี 2527
ย้ายทะเบียนบ้านแล้วเลขบัตรเปลี่ยนไหม? ไม่เปลี่ยน เลขประจำตัวประชาชนได้ครั้งเดียวและใช้ไปตลอดชีวิต รหัสจังหวัดในเลขจึงเป็นของสำนักทะเบียนที่ออกเลข ไม่ใช่ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านปัจจุบัน
หลักที่ 4–5 เป็น 99 หมายถึงอะไร? คือสำนักทะเบียนท้องถิ่นของเทศบาลนครหรือเทศบาลเมืองในตัวจังหวัด ส่วนกรุงเทพฯ ใช้รหัสของแต่ละเขตแทน
อย่าโพสต์เลขเต็มลงโซเชียล
จะเล่นกระแสก็ได้ แต่ให้บอกแค่สามหลักแรกพอ เลข 13 หลักเต็มใช้ประกอบการยืนยันตัวตนกับหลายบริการ ถ้าหลุดไปพร้อมชื่อหรือรูปบัตร อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้ และอย่าโพสต์รูปบัตร ไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลัง
ถ้าอยากรู้ว่าเลขของตัวเองบอกอะไร ลองพิมพ์เลขดูว่าแต่ละหลักบอกอะไรที่ thaiid.wachi.dev เว็บจะแยกเลขเป็นกลุ่ม บอกประเภทบุคคล ชื่อจังหวัดและสำนักทะเบียนจากตารางของกรมการปกครอง และแสดงการคำนวณหลักที่ 13 ทีละขั้น ทั้งหมดทำในเบราว์เซอร์ ไม่ส่งหรือเก็บเลขที่กรอก
ที่มา
- กรมการปกครอง: ความหมายของเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (อินโฟกราฟิก: ประเภทบุคคล 8 ประเภท ความหมายของแต่ละกลุ่มหลัก และเลขสมมุติ 4-8547-01245-28-0)
- กรมการปกครอง: ดาวน์โหลดสถิติจำนวนประชากรรายปี (ตารางรหัสสำนักทะเบียน ปี 2536–2568 ที่ใช้ดูรหัสจังหวัด อำเภอ เขต และเทศบาล)
- คู่มือประชาชน: การขอมีบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มเลขขึ้นต้นด้วย 0)
บทความนี้อธิบายตามเอกสารเผยแพร่ของกรมการปกครอง ซึ่งเป็นสื่อให้ความรู้ ไม่ใช่ตัวระเบียบ ถ้าต้องการข้อมูลทะเบียนของตัวเองที่แน่นอน ให้สอบถามสำนักทะเบียนอำเภอหรือเขต